บทความ 2
นอกจากนี้พื้นหลังของ element body ยังเป็นพื้นหลังของเอกสารทั้งหมด หากเราไม่ได้กำหนดพื้นหลังที่เฉพาะให้กับ element อื่นๆ เช่น (p, li, address…) ตามค่า default แล้วก็จะไม่มีค่าพื้นหลัง (หรืออาจจะเป็นแบบโปร่งแสง) ค่า property 'color' จะเป็นตัวกำหนด สีของข้อความสำหรับ element body แต่สำหรับ element อื่นๆที่อยู่ภายใน body จะมีสีตามค่า body เช่นกันยกเว้นว่าจะมีการกำหนด ค่าไว้ต่างหาก (ซึ่งเราจะเพิ่มสีอื่นๆเข้าไปในภายหลัง)
ตอนนี้ให้เซฟไฟล์ดังกล่าวไว้ (โดยใช้คำสั่ง “Save” จากเมนู File) และกลับไปยังหน้าบราวเซอร์หากคุณกดปุ่ม “Reload” หน้าตา ของเวบจะเปลี่ยนไปจากหน้าตาที่ธรรมดาและน่าเบื่อเป็นหน้าที่มีสี (แต่ก็ยังดูค่อนข้างหน้าเบื่อ) นอกจากรายชื่อของลิงค์ด้านบน ตอนนี้ ข้อความควรจะเป็นสีม่วงซึ่งตัดกับสีพื้นหลังคือสีเหลืองอมเขียว


เราสามารถกำหนดสีใน CSS ได้หลายวิธี ตัวอย่างข้างต้นได้แสดงไว้ทั้งสองวิธีคือใช้ทั้งชื่อ (“purple”) และค่าโคด hexadecimal (“#d8da3d”) สามารถใช้ชื่อสีได้ประมาณ 140 ชื่อและ ค่าโคด hexadecimal สามารถใช้สีได้มากกว่า 16 ล้านสี ในส่วนของ
การเพิ่มสไตล์ ได้มี การอธิบายเกี่ยวกับส่วนนี้ไว้
ขั้นที่ 3: การเพิ่มฟอนท์
อีกสิ่งหนึ่งที่สามารถทำได้อย่างง่ายคือการแยกความแตกต่างบางส่วนให้กับฟอนท์ในแต่ละ element ของหน้า ดังนั้นให้ลองกำหนด ข้อความโดยใช้ฟอนท์ “Georgia” ยกเว้น h1 ซึ่งเราจะใช้ฟอนท์ “Helvetica” แทน
เมื่อแสดงบนเวบแล้วเราไม่สามารถมั่นใจได้เลยว่าผู้อ่านจะมีฟอนท์อะไรบ้างในเครื่องคอมพิวเตอร์ของเขาดังนั้นเราควรจะต้องเพิ่มทางเลือก บางอย่างเข้าไปด้วยเช่นกัน ถ้าผู้อ่านไม่มีฟอนท์ Georgia อาจจะใช้ Times New Roman หรือ Times แทนก็ได้และหากไม่มีฟอนท์ ทั้งสองเลยบราวเซอร์จะเลือกฟอนท์ใดๆก็ตามที่อยู่ในตระกูล
serifs หากไม่มี Helvetica ก็ใช้ Geneva Arial และ SunSans-Regular ที่มี ลักษณะคล้ายกันแทนแต่หากไม่สามารถใช้ได้เลย บราวเซอร์ก็จะเลือกฟอนท์อื่นที่ไม่ใช่ serif
ในโปรแกรมแก้ไขให้เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้เข้าไป
<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD HTML 4.01//EN">
<html>
<head>
<title>My first styled page</title>
<style type="text/css">
body {
font-family: Georgia, "Times New Roman",
Times, serif;
color: purple;
background-color: #d8da3d }
h1 {
font-family: Helvetica, Geneva, Arial,
SunSans-Regular, sans-serif }
</style>
</head>
<body>
[etc.]
หากคุณเซฟไฟล์นี้อีกครั้งและกดปุ่ม “Reload” ในบราวเซอร์ ตอนนี้ฟอนท์ที่ปรากฎควรจะมีหน้าตาที่เปลี่ยนไปทั้งในส่วน heading และ ข้อความอื่นๆ
ขั้นที่4: การเพิ่ม NAVIGATION BAR
รายชื่อในส่วนบนของหน้า HTML ตั้งใจจะใช้เป็นเมนู navigation เวบไซด์หลายเวบมีการใช้เมนูวางเรียงไว้ด้านบนหรือไว้ด้านข้างของ หน้าและหน้านี้ก็ควรมีเช่นกันซึ่งเราจะวางไว้ด้านซ้ายเนื่องจากดูแล้วน่าแล้วน่าสนใจกว่าวางไว้ด้านบน
เมนูดังกล่าวนี้มีอยู่ในหน้า HTML แล้วโดยใช้ <ul>แสดงรายการไว้ด้านบนลิงค์ยังไม่สามารถใช้ได้เนื่องเวบไซด์ของเราในขณะนี้มี เพียงหน้าเดียวแต่ในขณะนี้เรื่องนั้นไม่สำคัญ แต่แน่นอนว่าสำหรับเวบไซด์จริงๆแล้วไม่ควรจะมีลิงค์ที่ใช้งานไม่ได้
ดังนั้นเราจะต้องย้ายรายชื่อลงมาอยู่ด้านซ้ายและย้ายข้อความที่เหลือทั้งหมดมาทางด้านขวาเล็กน้อยเพื่อให้มีพื้นที่ CSS property ที่เราใช้คือ 'padding-left' (สำหรับย้ายข้อความในส่วน body) และ 'position' 'left' และ 'top' (เพื่อย้ายเมนู)
ยังมีวิธีอื่นๆที่สามารถทำได้หากคุณดูในส่วน “column” หรือ “layout” ในหน้า
Learning CSS (เรียนรู้ CSS)คุณจะเจอเทมเพลตที่ใช้ได้เลยหลายอันแต่ อันนี้ก็ใช้ได้เหมาะสมกับจุดประสงค์ของเรา
ในหน้าโปรแกรมแก้ไข ให้เพิ่มบรรทัดต่อไปนี้เขาไปในไฟล์ HTML
<!DOCTYPE html PUBLIC "-//W3C//DTD HTML 4.01//EN">
<html>
<head>
<title>My first styled page</title>
<style type="text/css">
body {
padding-left: 11em;
font-family: Georgia, "Times New Roman",
Times, serif;
color: purple;
background-color: #d8da3d }
ul.navbar {
position: absolute;
top: 2em;
left: 1em;
width: 9em }
h1 {
font-family: Helvetica, Geneva, Arial,
SunSans-Regular, sans-serif }
</style>
</head>
<body>
[etc.]
หากคุณเซฟไฟล์อีกครั้งและ reload ในบราวเซอร์ทีนี้คุณก็จะได้รายชื่อลิงค์ที่อยู่ทางด้านซ้ายของข้อความหลัก ซึ่งตอนนี้หน้าเวบนี้ก็ ดูน่าสนใจขึ้น

การใส่ 'position: absolute' เป็นการบอกว่า element ul ถูกวางไว้แยกออกจากข้อความที่มาก่อนหรือหลังภายในเอกสารและการใช้ 'left' และ 'top' ก็เพื่อแสดงให้รู้ว่าอยู่ในตำแหน่งใด ในกรณีนี้ คือ 2em จากด้านบนและ 1em จากด้านซ้ายของหน้าต่าง
'2em' หมายถึง 2 เท่าของขนาดฟอนท์ปัจจุบันเช่น ถ้าเมนูใช้ฟอนท์ขนาด 12 point ดังนั้น '2em' จะเท่ากับ 24 point 'em' เป็นหน่วย การวัดประเภทหนึ่งที่มีประโยชน์ในการใช้ CSS เนื่องจากสามารถนำมาใช้กับฟอนท์ที่ผู่อ่านมักจะใช้ได้โดยอัตโนมัติ บราวเซอร์ส่วนใหญ่ มีเมนูที่ไว้เพิ่มหรือลดขนาดของฟอนท์คุณจะเห็นได้ว่าขนาดของเมนูจะเพิ่มเมื่อขนาดของฟอนท์เพิ่มซึ่งจะไม่เป็นไปตามนั้นหากในกรณี ที่เราใช้หน่วยเป็นพิกเซลแทน
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น