HTML ย่อมาจาก Hyper Text Makeup Language เป็นภาษาที่ใช้ในการเขียน เวบเพจ ซึ่งเป็นภาษาพื้นฐานในการเขียนเวบเพจ ไม่ว่าเราจะไปดู Source Code ใน เวบเพจใดSource Code ที่เราเห็นจะเป็นภาษา HTMLทั้งสิ้น ไม่ว่าเวบเพจนั้นจะเขียนหรือสร้างจากโปรแกรมใด ทั้งนี้เนื่องจาก HTML เป็นภาษากลางในการติดต่อ
ในปัจจุบัน ได้มีโปรแกรมที่ใช้ในการเขียนเวบเพจมากมาย ซึ่งไม่จำเป็นที่จะต้องมีพื้นฐานเกี่ยวกับภาษา HTML ก็สามารถสร้างเวบเพจได้ โปรแกรมที่ใช้ในการสร้าง เช่น Macromedia Dreamwaver , Flash 4 , FrontPage เป็นต้น
ในการเขียนภาษา HTML Notepad Word Pad Save .HTML Internet Explore Netscape Navigator <HTML>…</HTML>, <HEAD>…</HEAD>, <TITLE>…</TITLE>, <BODY>…</BODY> เหล่านี้เป็นองค์ประกอบหลักในเวบเพจแต่ละหน้า ดังตัวอย่างต่อไปนี้
ฟอร์มหลักในการเขียนภาษา HTML
ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ในทุกคำสั่งเมื่อจบคำสั่งจะต้องมี </> เสมอ
เป็นผลทีได้จากการแสดงใน Internet Explore จะเห็นว่า ข้อความที่เขียนในคำสั่ง <TITLE>…</TITLE> จะแสดงอยู่ใน Title Bar และ จะแสดงเส้นปะ ซึ่งเป็นส่วนที่อยู่ระหว่างคำสั่ง <BODY>…</BODY> ซึ่งจะกล่าวถึงรายละเอียดของคำสั่งเหล่านี้ในหัวข้อต่อไปนี้
บทที่ 1
คำสั่งเบื้องต้น
คำสั่งเบื้องต้นที่จะกล่าวถึง มีทั้งหมด 4 คำสั่ง ดังนี้
คำสั่งเริ่มต้น
รูปแบบคำสั่ง <HTML>…</HTML>
คำสั่ง <HTML> เป็นคำสั่งเริ่มต้นในการเขียนเวบเพจด้วยภาษา HTML และเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมจะใช้ </HTML>
ส่วนหัวของโปรแกรม
รูปแบบคำสั่ง <HEAD> …</HEAD>
คำสั่ง <HEAD> เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดข้อความที่เป็นชื่อเรื่อง และภายในคำสั่งนี้จะมีคำสั่งย่อยอีกคำสั่งหนึ่ง คือ <TITLE> และคำสั่งปิดท้ายก็คือ </HEAD> และ </TITLE>
กำหนดข้อความในส่วนของ Title bar
รูปแบบคำสั่ง <TITLE> …</TITLE>
คำสั่ง <TITLE> เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดข้อความที่จะแสดงในส่วนของ Title Bar และจะปิดท้ายด้วย </TITLE>
ส่วนของเนื้อหา
รูปแบบคำสั่ง <BODY> …</BODY>
คำสั่ง <BODY> เป็นคำสั่งที่ใช้แสดงผลตามที่เราต้องการ โดยสิ่งที่เราต้องการที่จะแสดงผล จะอยู่ในส่วนของ <BODY> และจะปิดท้ายโปรแกรมด้วย </BODY> โดยคำสั่งต่างๆ ที่จะใช้ในส่วนของการแสดงผลจะกล่าวในตอนต่อไป
บทที่ 2
คำสั่งพื้นฐาน
ในที่นี้จะกล่าวถึงคำสั่ง การขึ้นบรรทัดใหม่ <BR>, การย่อหน้าใหม่ <P> และ เส้นคั่นบรรทัด <HR> ในภาษา HTML เป็นคำสั่งที่ช่วยในการจัดรูปแบบข้อความที่ต้องการแสดงในเวบเพจ
การขึ้นบรรทัดใหม่ <BR>
คำสั่ง <BR> เป็นคำสั่งที่ใช้ในการขึ้นบรรทัดใหม่ โดยจะวางคำสั่งนี้ในตำแหน่งสุดท้ายของประโยคที่ต้องการให้แสดงผลในบรรทัดใหม่
รูปแบบคำสั่ง <BR>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การย่อหน้าใหม่ <P>
คำสั่ง <P> เป็นคำสั่งที่ใช้ในการขึ้นย่อหน้าใหม่ โดยการเว้นบรรทัด 1 บรรทัด แล้วขึ้นบรรทัดใหม่ โดยจะวางคำสั่ง <P> ไว้ข้างหน้าประโยคที่เราต้องการย่อหน้าใหม่ หรือท้ายสุดของประโยคที่เราไม่ต้องการให้อยู่ในบรรทัดเดียวกัน และจะปิดท้ายประโยคด้วยคำสั่ง </P> ซึ่งดูได้จากตัวอย่าง
รูปแบบคำสั่ง <P> ….</P>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
เส้นคั่นบรรทัดใหม่ <HR>
คำสั่ง <HR> เป็นคำสั่งที่ใช้ในการขีดเส้นแบ่งข้อความในเวบเพจ โดยจะวางคำสั่ง <HR> ไว้ด้านหลังประโยคหรือด้านประโยคตามที่เราต้องการ ซึ่งสามารถดูได้จากตัวอย่าง
รูปแบบคำสั่ง <HR>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
เราสามารถกำหนดความยาวของเส้นคั่น, กำหนดความหนาของเส้นคั่น และกำหนดตำแหน่งของเส้นคั่นบรรทัด ได้โดยกำหนดความยาวเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือตัวเลข ตามรูปแบบคำสั่งและตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
การกำหนดความยาวของเส้นคั่น
รูปแบบคำสั่ง <HR WIDTH = “number / percentage”>
การกำหนดความหนาของเส้นคั่น
รูปแบบคำสั่ง <HR SIZE = “number ”>
การกำหนดตำแหน่งของเส้นคั่นบรรทัด
รูปแบบคำสั่ง <HR ALIGN = “LEFT/RIGHT/CENTER”>
หมายเหตุ ซึ่งในตัวอย่างจะเป็นการใช้คำสั่งทั้ง 3 คำสั่ง ดังนี้
ผลที่ได้
บทที่ 4
คำสั่งเกี่ยวกับคุณสมบัติของตัวอักษร
ในส่วนนี้จะกล่าวถึงคุณสมบัติของตัวอักษร ไม่ว่าจะเป็นขนาด สี ตำแหน่ง ของตัวอักษรที่เราต้องการให้แสดงในเวบเพจของเรา
การกำหนดขนาดของ Header
คำสั่งที่เราจะใช้คือ <Hx> ซึ่งเป็นคำสั่งที่กำหนดลักษณะและขนาดของตัวอักษร โดยในคำสั่งนี้จะมีระดับต่างกัน 6 ระดับ คือ ระดับ 1 จะมีขนาดใหญ่ที่สุด และจะเล็กลงไปเรื่อยๆ ถึงระดับที่ 6 ซึ่งมีขนาดเล็กที่สุดโดยเมื่อสิ้นสุดประโยคหรือบรรทัดที่เราต้องการต้องลงท้ายด้วย </Hx>
รูปแบบคำสั่ง <Hx> …</Hx> x คือ ระดับ 1 – 6
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การกำหนดขนาดของตัวอักษร <FONT SIZE>
การกำหนดขนาดตัวอักษร ในที่จะกล่าวถึงเพียงคำสั่งเดียวที่นิยมใช้กัน เพื่อป้องกันการสับสน คำสั่ง <FONT SIZE> ซึ่งจะมีระดับขนาดตัวอักษรตั้งแต่ -7 ถึง +7 ซึ่งตัวเลขยิ่งมากขนาดยิ่งใหญ่ และเมื่อจบประโยคหรือข้อความที่เราต้องการจะต้องจบด้วย </FONT>
รูปแบบคำสั่ง <FONT SIZE = “number (-7 ถึง +7)” > …. </FONT>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การกำหนดรูปแบบตัวอักษร
เป็นการกำหนดให้ตัวอักษรให้มีลักษณะเป็นตัวหนา (Bold text), ตัวเอียง (Italic text) และ ตัวขีดเส้นใต้ (Underlined text) ซึ่งมีรูปแบบคำสั่งดังนี้
การกำหนดตัวอักษรให้เป็นตัวหนา
รูปแบบคำสั่ง <B> …</B>
การกำหนดตัวอักษรให้เป็นตัวเอียง
รูปแบบคำสั่ง <I> …</I>
การกำหนดตัวอักษรให้เป็นตัวขีดเส้นใต้
รูปแบบคำสั่ง <U> …</U>
ตัวอย่างต่อไปนี้จะเป็นรวมคำสั่งทั้ง 3 ไว้ในตัวอย่างเดียว
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การกำหนดชนิดตัวอักษร
คำสั่ง <FONT FACE> เป็นการกำหนดชนิดของตัวอักษรตามที่เราต้องการ ชื่อชนิดของตัวอักษรจะใช้ตามชื่อตามโปรแกรม Word
รูปแบบคำสั่ง <FONT FACE = “ชนิดของตัวอักษรที่เราต้องการ”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การกำหนดตำแหน่งข้อความ
เป็นการกำหนดให้ข้อความอยู่ชิดซ้าย ชิดขวา หรือตรงกลาง หน้ากระดาษ ตามที่เราต้องการ ซึ่งสามารถใช้คำสั่งตามรูปแบบ ดังต่อไปนี้
รูปแบบคำสั่ง <P ALIGN = “LIEFT/CENTER/RIGHT”>….</P>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
บทที่ 5
คำสั่งที่เกี่ยวกับการกำหนดสี
คำสั่ง <BODY BGCOLOR> เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดสีให้กับพื้นหลังของเวบเพจ และคำสั่ง
<BODY TEXT> เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดสีให้กับข้อความเราที่ต้องการ ซึ่งเป็นการเพิ่มความสวยงามให้กับเวบเพจ ซึ่งคำสั่งทั้งสอง จะกล่าวถึงรายละเอียดต่อไป
การกำหนดสีให้กับพื้นหลัง
คำสั่ง <BODY BGCOLOR> เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดสีให้กับพื้นหลัง ซึ่งเราจะวางคำสั่งไว้ระหว่าง </HEAD> กับ <BODY> มีรูปแบบคำสั่ง และตัวอย่าง ดังต่อไปนี้
รูปแบบคำสั่ง
<BODY BGCOLOR = รหัสสี>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การกำหนดสีให้กับข้อความ
คำสั่ง <BODY TEXT> เป็นคำสั่งหนึ่งที่ใช้กำหนดสีให้กับข้อความ ซึ่งสามารถวางคำสั่งไว้ในส่วนระหว่าง </HEAD> กับ <BODY> หรือวางคำสั่งไว้หน้าข้อความที่เราต้องการ
รูปแบบคำสั่ง
<BODY TEXT = รหัสสี>
<BODY BGCOLOR = รหัสสี , TEXT = รหัสสี>
<FONT COLOR = รหัสสี>
ตัวอย่างที่ 1
ผลที่ได้
ผลที่ได้
บทที่ 6
การแทรกรูปภาพในเวบเพจ
รูปที่ภาพใช้แทรกจะมีรูปภาพไฟล์ GIF และ JPEG ไม่ว่าจะเป็นภาพเคลื่อนไหวต่างๆ หรือภาพที่ตกแต่งเพื่อความงาม ซึ่งสามารถหาได้จาก Internet ซึ่งรูปภาพที่เราจะใช้ในการกำหนดเป็นพื้นหลัง หรือแทรกเข้าไปในเวบเพจของเรา ต้องอยู่ใน Folder เดียวกันกับไฟล์ของเวบเพจที่เราทำ ไม่เช่นนั้นรูปจะไม่ปรากฏเวลาที่แสดงใน Internet Explore
การกำหนดพื้นหลังด้วยรูปภาพ
คำสั่ง <BODY BACKGROUND> เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดพื้นหลังให้เป็นรูปภาพ แทนการกำหนดให้เป็นสี ซึ่งภาพที่เห็นจะเป็นภาพเดียวแต่มีหลายรูปจนเต็มหน้าต่าง Internet Explore ซึ่งขนาดภาพจะเท่ากับภาพจริงที่เรา Save มา
รูปแบบคำสั่ง
<BODY BGCOLOR = “ชื่อไฟล์รูป หรือ URL ที่เราต้องการ”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การแทรกรูปในเวบเพจ
คำสั่ง <IMG SRC> เป็นคำสั่งที่ใช้กำหนดรูปที่เราต้องการแทรกเข้าไปในเวบเพจ ซึ่งเราสามารถกำหนดตำแหน่งของรูปภาพได้
รูปแบบคำสั่ง
<IMG SRC = “ชื่อไฟล์รูป” หรือ “Path/File name” หรือ “Image URL”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การกำหนดตำแหน่งรูปภาพ
เราสามารถกำหนดตำแหน่งของรูปภาพได้ โดยให้ภาพอยู่ด้านซ้าย ขวา ของ จอภาพ
รูปแบบคำสั่ง
<IMG SRC = “Image” ALIGN = “LEFT” หรือ “RIGHT”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การกำหนดตำแหน่งข้อความ
เราสามารถแทรกรูปและใส่คำอธิบายรูปได้ โดยเราสามารถกำหนดตำแหน่งของข้อความให้อยู่ บนสุดของรูป, กึ่งกลางของรูป และล่างสุดของรูปได้
รูปแบบคำสั่ง
<IMG SRC = “Image” ALIGN = “TOP” หรือ “MIDDLE” หรือ “BOTTOM”
ผลที่ได้
การปรับขนาดรูป
เราสามารถปรับขนาดของรูปภาพให้เล็กจากภาพจริงได้ โดยยังความสวยงามและชัดเจนเหมือนภาพขนาดใหญ่ได้
รูปแบบคำสั่ง <IMG SRC = “Image” WIDTH = X %>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
บทที่ 7
การกำหนดลิงค์ต่างๆ
ในการกำหนดลิงค์ชนิดต่างๆ นั้นเราจำเป็นต้องใช้แท็ก <A> และ </A> ซึ่งภายในแท็ก <A> นี้จะประกอบไปด้วย แอตทริบิวต์ต่างๆ เช่น แอตทริบิวต์ HREF , TITLE , TARGET เป็นต้น
การลิงค์โดยใช้ข้อความ
รูปแบบ <A HREF = “ชื่อไฟล์ HTML ที่เราต้องการให้บราวเซอร์อ่านเพื่อที่จะลิงค์ไป” “TITLE = ข้อความเพื่อใช้อธิบายเว็บเพจ” TARGET = “ชื่อเฟรม” > ข้อความที่เป็นตัวลิงค์ </A>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การลิงค์โดยใช้รูป
การลิงค์โดยใช้รูปนั้น เราจำเป็นต้องใช้แท็ก <A> และ </A> และแท็ก <IMG> ซึ่งเป็นแท็กที่ใช้วางรูปในเว็บเพจ
รูปแบบ
<A HREF = “ชื่อไฟล์ HTML ที่เราต้องการให้บราวเซอร์อ่านเพื่อที่จะลิงค์ไป”
“TITLE = ข้อความเพื่อใช้อธิบายเว็บเพจ” TARGET = “ชื่อเฟรม” >
<IMG SRC = “ชื่อไฟล์รูปภาพ”
ALIGH = “TOP|MIDDLE|BOTTOM|LEFT|RIGHT” WIDTH = “ความกว้างของรูปภาพมีหน่วยเป็นพิกเซล” HEIGHT = “ความสูงของรูปภาพมีหน่วยเป็นพิกเซล”> </A>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การลิงค์เพื่อส่ง E – mail
จะมีการใช้แท็ก <A> และ </A> คล้ายกับการลิงค์โดยใช้ข้อความเป็นการลิงค์โดยใช้รูปแตกต่างกันเพียงแค่ส่วนของแอตทริบิวต์ HREF = “mailto : ตามด้วย e – mail address”เมื่อคลิกที่ข้อความหรือรูปที่ลิงค์ไว้จะเรียกโปรแกรมที่ทำหน้าที่ส่งจดหมายขึ้นมาทำงาน เช่น Microsoft Outlook เป็นต้น
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การลิงค์ไปยังโฮมเพจอื่น
จะมีการใช้แท็ก <A> และ </A> คล้ายกับการลิงค์โดยใช้ข้อความหรือการลิงค์โดยใช้รูปแตกต่างกันเพียงแค่ส่วนของแอตทริบิวต์ HREF = “ตามด้วย URL”
URL นี้จะประกอบไปด้วย 3 ส่วนด้วยกัน คือ
Protocol ://server_name/file_name
1. protocol ใช้ระบุวิธีการที่เซิร์ฟเวอร์จะส่งข้อมูลให้กับบราวเซอร์ซึ่งปกติจะเป็น http
2. server_name คือ ชื่อของเครื่องที่จะใช้ติดต่อขอข้อมูล
3. file_name คือ ชื่อไฟล์และตำแหน่งที่ต้องการเรียกใช้ โดยแต่ละไดเร็คทอรีจะต้องคั่นด้วยเครื่องหมาย /
ผลที่ได้
การลิงค์ภายในเอกสารเดียวกัน
การลิงค์ภายในเอกสารเดียวกันจะใช้ในกรณีเว็บเพจนั้นมีขนาดยาวมากและไม่สามารถใช้วิธีแยกเว็บเพจไว้หลายๆ ไฟล์ได้ ซึ่งจะทำให้เกิดความลำบากในการเลื่อนไปดูเนื้อหาต่างๆ ภายในเว็บเพจได้ ดังนั้น เราจึงควรสร้างลิงค์ขึ้นมาเพื่อกระโดดไปยังเนื้อหาที่ต้องการภายในเว็บเพจเดียวกันได้ ดังนี้
- การกำหนดชื่อเรื่องทำได้โดยการใช้แอตทริบิวต์ NAME ภายในแท็ก <A> โดยการตั้งชื่อเรื่องนี้ไม่ควรจะตั้งชื่อซ้ำกัน ดังรูปแบบนี้
<A NAME = “ชื่อที่ใช้ในการลิงค์”> ข้อความที่เป็นตัวลิงค์ </A>
- การอ้างถึงชื่อเรื่องจะใช้แท็ก <A> เช่นกัน แต่ภายในแอตทริบิวต์ HREF จะต้องกำหนดดังรูปแบบนี้
<A HREF = “# ตามด้วยชื่อเรื่องที่กำหนดไว้ในแอตทริบิวต์ NAME”> ข้อความที่เป็นตัวลิงค์ </A>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
เมื่อเลื่อนเมาส์ไปคลิกที่ข้อความที่เป็นลิงค์ด้านบน บราวเซอร์จะเลื่อนไปแสดงข้อความในส่วนที่กำหนดไว้แทน ดังรูป
บทที่ 8
การสร้างข้อมูลแบบรายการ
เรียงรายการแบบมีหมายเลขกำกับ (Ordered List)
ใช้แท็ก <OL> และ </OL> เพื่อบอกบราวเซอร์ว่าข้อความที่อยู่ระหว่างแท็กสองแท็กนี้ เป็นหัวเรื่องและรายการย่อยแบบมีหมายเลข โดยภายในแท็กนี้จะมีแท็กที่เป็นส่วนประกอบภายในอีก คือ แท็ก <LH> ซึ่งใช้กำหนดหัวเรื่องหรือรายละเอียดของรายการย่อย และแท็ก <LI> ซึ่งใช้สำหรับกำหนดรายการแต่ละรายการย่อยนั่นเอง
รูปแบบคำสั่ง
<OL>
<LH> ข้อความที่เป็นหัวเรื่องหรือรายละเอียดของรายการย่อย
<LI> ข้อความที่เป็นรายการย่อยแต่ละรายการ
<LI> ข้อความที่เป็นรายการย่อยแต่ละรายการ
</OL>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
เรียงรายการแบบใช้สัญลักษณ์กำกับ (Unordered List)
ใช้แท็ก <UL> และ </UL>เพื่อบอกบราวเซอร์ว่าข้อความที่อยู่ระหว่างแท็กสองแท็กนี้เป็นหัวเรื่องและรายการย่อยแบบใช้สัญลักษณ์ ซึ่งลักษณะการใช้งานของแท็กนี้จะคล้ายกับแท็ก <OL> และ </OL> คือ ภายในจะประกอบด้วยแท็ก <LH> และ <LI> เหมือนกัน แต่จะมีแอตทริบิวต์ TYPE สำหรับกำหนดรูปแบบของสัญลักษณ์ที่จะใช้ ซึ่งจะมีค่าที่เป็นไปได้ 3 แบบด้วยกัน คือ circle (¡ ) , square (■) , disc (•)
รูปแบบคำสั่ง
<UL TYPE = “disc”>
<LH> ข้อความที่เป็นหัวเรื่องหรือรายละเอียดของรายการย่อย
<LI> ข้อความที่เป็นรายการย่อยแต่ละรายการ
<LI> ข้อความที่เป็นรายการย่อยแต่ละรายการ
</UL>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
รายการย่อยแบบใช้นิยาม (Definition List)
รายการย่อยแบบใช้นิยามนี้จะใช้แท็ก <DL> และ </DL> เพื่อบอกว่ารายการย่อยนี้มีลักษณะเป็นแบบใช้นิยาม โดยภายในแท็กนี้จะมีแท็กที่เป็นส่วนประกอบภายในอีก คือ แท็ก <DT> เพื่อบอกว่าส่วนนี้เป็นหัวเรื่องของรายการย่อย และแท็ก <DD> เพื่อบอกว่าส่วนนี้เป็นรายละเอียดในรายการย่อยนั้น
รูปแบบคำสั่ง
<DL>
<DT> ข้อความที่เป็นคำนิยาม
<DD> ข้อความที่เป็นคำอธิบาย
</DL>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
ข้อความที่เป็นคำนิยาม (ข้อความที่ใช้แท็ก <DT> ) จะอยู่ชิดด้านซ้าย และข้อความที่เป็นคำอธิบาย (ข้อความที่ใช้แท็ก <DD> ) จะถูกจัดห่างจากขอบด้านซ้ายเป็นระยะห่างพอประมาณ
เรียงรายการแบบใช้รูปภาพกำกับ
จะใช้แท็กด้วยกัน 3 แท็ก คือ แท็ก <UL> , แท็ก <IMG> เพื่อใช้แสดงรูปภาพ และแท็ก <BR> สำหรับขึ้นบรรทัดใหม่
รูปแบบคำสั่ง
<UL>
<IMG SRC = “ชื่อไฟล์และสถานที่เก็บรูปภาพ”> ข้อความที่ต้องการ แสดงเป็นรายการย่อย <BR>
</UL>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
รายการย่อยซ้อนรายการย่อย
ในบางกรณีเวปเพจอาจจะต้องการมีรายการย่อยซ้อนกันเพื่ออธิบายรายละเอียดต่างๆ ได้ ดังตัวอย่างต่อไปนี้จะเป็นรายการย่อยซ้อนรายการย่อยโดยใช้แท็ก <DL> และ <OL>
รูปแบบคำสั่ง
<DL>
<DT> ข้อความที่เป็นคำนิยาม
<DD> ข้อความที่เป็นคำอธิบาย
<OL>
<LH> ข้อความที่เป็นหัวเรื่องหรือรายละเอียดของรายการย่อย
<LI> ข้อความที่เป็นรายการย่อยแต่ละรายการ
<LI> ข้อความที่เป็นรายการย่อยแต่ละรายการ
</OL>
</DL>
ผลที่ได้
บทที่ 9
การสร้างตาราง
ในการสร้างตารางจะมีแท็กที่สำคัญอยู่หลายแท็ก ดังนี้
- แท็ก <TABLE> และ </TABLE> ใช้สำหรับบอกจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดของตาราง
- แท็ก <TR> และ </TR> ใช้สำหรับสร้างแถวของตาราง
- แท็ก <TH> และ </TH> ใช้นำหน้าข้อมูลที่ต้องการให้ปรากฏในแต่ละช่องของตาราง โดยส่วนใหญ่จะใช้เป็นหัวเรื่อง ลักษณะตัวอักษรจะเป็นตัวหนา และจะถูกจัดให้อยู่กึ่งกลางของช่องข้อมูล
- แท็ก <TD> และ </TD> ทำหน้าที่คล้ายกับแท็ก <TH> และ </TH> แต่ลักษณะตัวอักษรจะเป็นขนาดปกติ และจะถูกจัดให้ชิด้านซ้ายของช่องข้อมูล ส่วนใหญ่จะใช้ในส่วนที่เป็นรายละเอียดของข้อมูล
การสร้างตารางแบบง่ายๆ
รูปแบบคำสั่ง <TABLE BORDER = “ขนาดของเส้นกรอบมีหน่วยเป็นพิกเซล”>
<TR>
<TH> ข้อความที่เป็นหัวเรื่องของแต่ละช่องข้อมูล </TH>
<TH> ข้อความที่เป็นหัวเรื่องของแต่ละช่องข้อมูล </TH>
<TH> ข้อความที่เป็นหัวเรื่องของแต่ละช่องข้อมูล </TH>
</TR>
………..
<TR>
<TD> ข้อความที่เป็นข้อมูลของแต่ละช่องข้อมูล </TD>
<TD> ข้อความที่เป็นข้อมูลของแต่ละช่องข้อมูล </TD>
<TD> ข้อความที่เป็นข้อมูลของแต่ละช่องข้อมูล </TD>
</TR>
</TABLE>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
จัดตำแหน่งของตาราง
สามารถจัดตำแหน่งของตารางได้โดยการกำหนดแอตทริบิวต์ ALIGN อยู่ภายในแท็ก<TABLE> โดยสามารถกำหนดแอตทริบิวต์ ALIGH ให้เป็น center , left หรือ right ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง ดังตัวอย่าง
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
กรอบตาราง
เราสามารถกำหนดความหนาของเส้นกรอบ และสีของเส้นกรอบได้โดยการใช้แอตทริบิวต์ BORDER และแอตทริบิวต์ BORDERCOLOR ภายในแท็ก <TABLE> ได้ดังนี้
<TABLE BORDER = “ขนาดของเส้นกรอบมีหน่วยเป็นพิกเซล” BORDERCOLOR = “ชื่อสี”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
ขนาดของช่องข้อมูล
เราสามารถกำหนดความกว้างและความสูงของช่องข้อมูลได้โดยการใช้แอตทริบิวต์ WIDTH และ HEIGHT ได้ดังนี้
<TH WIDTH = “ความกว้างมีหน่วยเป็นพิกเซล” HEIGHT = “ความสูงมีหน่วยเป็นพิกเซล”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
จัดตำแหน่งข้อมูลภายในช่องข้อมูล
สามารถทำไดโดยการกำหนดแอตทริบิวต์ ALIGN VALIGN <TR> <TH> <TD>
• สามารถทำได้โดยการกำหนดแอตทริบิวต์ ALIGN ให้เป็น
- center คือ การจัดข้อความไว้ตรงกลาง
- left คือ การจัดข้อความไว้ทางด้านซ้าย
- right คือ การจัดข้อความไว้ทางด้านขวา
• สามารถกำหนดค่าให้แอตทริบิวต์ VALIGH ให้เป็น
- middle คือ จัดข้อความไว้ตรงกลางพื้นที่
- top คือ จัดข้อความให้ชิดด้านบนของพื้นที่
- bottom คือ จัดข้อความให้ชิดด้านล่างของพื้นที่
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
ข้อความอธิบายตาราง
เราสามารถกำหนดข้อความอธิบายตารางได้โดยใช้แท็ก <CAPTION> และ </CAPTION> โดยมีรูปแบบดังนี้
<CAPTION ALIGN = “left \ center \ right”>
ข้อความอธิบายตารางหรือชื่อตาราง
</CAPTION>
ผลที่ได้
บทที่ 10
คำสั่งที่ใช้ในการแบ่งเฟรม
ฟอร์มหลักในการเขียนคำสั่งที่ใช้ในการแบ่งเฟรม
คำสั่ง <FRAMESET>
เป็นคำสั่งที่ใช้ในการกำหนดการแบ่งพื้นที่ โดยสามารถแบ่งได้ 2 ส่วน คือ แนวนอน ROWS และแนวตั้ง COLS
การแบ่งในแนวนอน ROWS
รูปแบบคำสั่ง <FRAMESET ROWS = “number,percentage,*”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
การแบ่งในแนวตั้ง COLS
รูปแบบคำสั่ง <FRAMESET COLS = “number,percentage,*”>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
หมายเหตุ * คือ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือ เช่น 80,* หมายถึง แบ่งพื้นที่เป็น 80 : 20
การแบ่งในแนวตั้งและแนวนอน COLS and ROWS
รูปแบบคำสั่ง <FRAMESET COLS , ROWS = %L , %R>
<FRAMESET COLS , ROWS = %,%>
<FRAMESET COLS = number,* ROWS = number,*>
ตัวอย่าง
ผลที่ได้
คำสั่งที่กำหนดข้อมูลที่ต้องการแสดงในเฟรม
เป็นการกำหนดแหล่งที่มาของข้อมูลที่ต้องการแสดงในแต่ละส่วนของพื้นที่ เช่น ไฟล์รูปภาพ , ไฟล์ของ HTML หรือ URL ที่ต้องการ
รูปแบบคำสั่ง <FRAME SRC = “ไฟล์ที่เราต้องการให้แสดงผลในเฟรม” หรือ “URL”>
<FRAME SRC = “รูปภาพที่เราต้องการให้แสดงผลในเฟรม” หรือ “URL”>
ซึ่งแสดงไว้ในตัวอย่างของคำสั่งการแบ่งเฟรมต่างๆ ที่ได้แสดงมาแล้วข้างต้น
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น